กระทบกับเราขนาดไหน? เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Disruption ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ใครที่อยู่ในแวดวงของธุรกิจ และดิจิทัลย่อมต้องเคยได้ยินคำว่า “Disruption” อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการมาของยุค Disruption นั้นเป็นเหมือนกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสิ่งรอบตัวเราอย่างชัดเจน จนมีหลายธุรกิจได้รับผลกระทบจนต้องปิดตัวลง ทำให้คนมองว่ายุค Disruption นั้นนำมาแต่ผลเสีย

แต่ที่จริงแล้ว ยุค Disruption มีแค่ผลเสียแน่หรอ? แล้วความหมายจริง ๆ ของ ยุค Disruption นั้นมีความหมายอย่างไรกันแน่ แต่ละธุรกิจได้รับกระทบ และควรปรับตัวอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันได้เลย!

ทำความเข้าใจ ยุค Disruption คืออะไร?

Disruption คือ ยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งต่าง ๆ โดยปัจจัยหลักที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ “เทคโนโลยี” ที่มีการพัฒนาอย่างก้าวหน้า โดยเฉพาะเมื่อโลกเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีมาทดแทน จนหลายคนอาจเรียกว่าเป็น “Digital Disruption หรือ  Disruptive Technology” แล้วยุค Disruption นั้นกระทบกับอะไรบ้าง?

1. การเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้โลกไร้พรมแดน (Globalization)

หลังจากที่โซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี เช่น

– การเปลี่ยนแปลงความต้องการของพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภค 

จำได้มั้ย? ว่าแต่ก่อนเวลาเราซื้อสินค้า หรือใช้บริการส่วนใหญ่เราก็มักไปซื้อกันที่หน้าร้านค้า หรือ Shop แต่ปัจจุบันเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้ทุกคนต้องหันมาใช้การซื้อขายออนไลน์กัน เช่น จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม 

– การเปลี่ยนแปลงด้านการสื่อสาร 

“การสื่อสาร” เป็นสิ่งที่เราต้องใช้กันอยู่ตลอด ตั้งแต่การที่เราตื่นเช้าขึ้นมาเช็คโซเชียลต่าง ๆ เช็คข่าว พิมแชตคุยกับเพื่อน ไปจนถึงเรานั่งเรียน หรือทำงานเราก็ต้องใช้การสื่อสารเข้ามาร่วมด้วยทั้งนั้น ซึ่งการสื่อสารเหล่านี้ล้วนมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับแต่ก่อนที่การสื่อสารยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามา เราก็ต้องคอยส่งจดหมาย หรือใช้โทรสารคุยกัน ฯลฯ

2. การใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการใช้คน (Digitalization)

ตอนนี้เทคโนโลยีเริ่มนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ถ้าใครยังไม่เห็นภาพ เราจะขอยกตัวอย่างที่ทุกคนต้องเคยเห็นกันว่า ร้านอาหารบางร้าน เริ่มมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยเสิร์ฟแทนพนักงานบ้างแล้ว หรือในอุตสาหกรรมนั้นมีการใช้เทคโนโลยีมาใช้ร่วมด้วย เช่น การใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดการจ้างแรงงานคน, การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent; AI) มาใช้ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ฯลฯ 

3. การตัดคนกลางออกจากระบบ (Disintermediation)

ระบบคนกลางนั้นเราคงเห็นได้ในหลากหลายธุรกิจ เช่น ธุรกิจชิปปิ้งที่รับสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย, พ่อค้าคนกลาง เป็นต้น แต่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเชื่อมระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าโดยตรง เช่น แพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชันศูนย์กลางที่พ่อค้าแม่ค้า สามารถตั้งร้านเข้ามาให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเอง หรือโซเชียลมีเดียที่เราตั้งโพสต์สินค้า และบริการให้ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อได้ด้วยตนเอง, จองหรือเช่าสถานที่ เป็นต้น

จากปัจจัยเหล่านี้ หลายคนคงเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า ตอนนี้เทคโนโลยีที่เข้ามาในยุคนี้สร้างผลกระทบหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค, การบริหาร และรูปแบบการทำงาน รวมไปถึงเรื่องแรงงาน ที่หลายองค์กรอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ แต่ก็มีบางธุรกิจที่ถูก Disruption จนยากที่จะฟื้นตัวเองแล้วต้องปิดตัวลงไปในที่สุด จะมีธุรกิจอะไรบ้างนั้นก็ไปดูด้วยกันเลย!

ธุรกิจอะไรบ้างที่ได้รับผลกระทบในยุค Disruption ?

สองตำนานที่ถูกลืม – ผู้บุกเบิกโทรศัพท์มือถือรุ่นแรก ๆ : BlackBerry และ Nokia

ใครที่เคยอยู่ในยุคที่มีโทรศัพท์ตู้จะเข้าใจดี ว่า แต่ก่อนเมื่อเริ่มมีโทรศัพท์มือถือส่วนตัว ก็ต้องพูดถึงสองยี่ห้อ สองคู่หูกับ “Nokia และ Blackberry หรือเรียกสั้น ๆ ว่า BB” ที่ใครมี คนอื่นก็ต้องร้องว้าว ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้เป็นผู้นำวงการมือถือเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงที่คนใช้เพจเจอร์ในการติดต่อ ถูกพัฒนาเปลี่ยนผ่านมาติดต่อกันในโทรศัพท์มือถือแทน โดยมือถือของ โนเกีย และBB นั้นมีการพัฒนาให้มีแป้นคีย์บอร์ดในตัว ทำให้สะดวกต่อการติดต่อ การพิมพ์งาน และอีเมลต่าง ๆ และกลายเป็นแบรนด์มือถือที่ดังติดตลาดไปโดยปริยาย

ถึงแม้โทรศัพท์สองรุ่นนี้จะโด่งดังจนถือครองตลาดมือถือเกินครึ่ง แต่! หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอ เมื่อสองแบรนด์ใหญ่ต้องเจอฝันร้ายจาก แบรนด์ “Iphone” ผู้คิดโทรศัพท์สุดแหวกแนว ด้วยคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องมีปุ่มมากมายในการพิมพ์? แบรนด์ไอโฟน จึงพัฒนาโทรศัพท์ที่สามารถสัมผัสหน้าจอได้โดยตรง (Touch Screen) จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ สมาร์ตโฟน เลยก็ว่าได้ ด้วยความสะดวกสบายในการพิมพ์ที่ง่ายกว่า หน้าจอที่มีขนาดใหญ่กว่าเพราะไม่ต้องสร้างแป้นคีย์บอร์ด 

อีกทั้งยังมีระบบปฏิบัติการที่ฉีกกฎความเป็นแค่โทรศัพท์มือถือ แต่มีฟังก์ชันในการใช้งานที่คล้ายกับ การใช้งานคอมพิวเตอร์ ทำให้ไอโฟนเป็นเหมือนโทรศัพท์ที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์พฤติกรรมการใช้งาน และกลายเป็นผู้นำคนใหม่ ด้านธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 

หลังจากที่ไอโฟนได้เปิดตัวมาสักพัก ก็มีสมาร์ตโฟนผู้เข้าแข่งรายใหม่อย่าง ‘แอนดรอยด์’ ที่เป็นระบบปฏิบัติการในมือถือ ถูกพัฒนาโดยกูเกิล ต่างจากไอโฟน (ระบบปฏิบัติการ IOS) เข้าร่วมในธุรกิจสมาร์ตโฟน ทำให้แบรนด์ BlackBerry และNokia ถูกคู่แข่งเข้ามาตีเสมอ ถึงแม้ทั้งสองแบรนด์จะเปิดตัว โทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ แต่ฝั่งคู่แข่งก็พัฒนาฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่มีความทันสมัย และก้าวหน้ากว่า ทำให้ทั้งสองแบรนด์ที่เคยสองตำนาน ต้องถอนตัวออกจากวงการโทรศัพท์มือถือนั่นเอง 

ESG  Entertainment ยักษ์ใหญ่ที่ต้องล้มของวงการซีดีไทย

เคยกันมั้ย? แต่ก่อนเวลาเราจะดูหนัง ฟังเพลงก็ต้องคอยไปยืมเพื่อน หรือเดินไปที่ร้านเช่าซีดีเสมอ ซึ่งถ้าพูดถึงยักษ์ใหญ่ธุรกิจด้านซีดีหนัง ทั้ง VCD, DVD  และสื่อบันเทิงรูปแบบอื่น ๆ ของไทย ก็ต้องพูดถึงบริษัท EVS Entertainment เลยก็ว่าได้ที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะใคร ๆ ก็ต่างต้องดูสื่อบันเทิงผ่านจากแผ่นซีดี หรือดีวีดีกันทั้งนั้น

แต่! เมื่อเทคโนโลยี “สตรีมมิ่ง หรือ Video Streaming” เข้ามาก็เหมือนเป็นฝันร้ายของวงการแผ่นหนัง เพราะช่วยให้ชีวิตคนดูหนังสบายมากยิ่งขึ้น เพียงแค่เราสมัครช่องทางเดียวก็สามารถดูหนังได้ทุกเรื่องตามที่มีให้บริการ เราจะสามารถดูที่ไหน เมื่อไหร่ กับใครก็ได้ทั้งนั้น ต่างจากการดูผ่านแผ่นซีดีที่เราต้องซื้อแผ่นหนังเรื่องนั้น ๆ มาเปิดดูพร้อมเครื่องเล่น ทำให้คนหันไปใช้บริการแบบ Video Steaming กันมากขึ้นจนเป็นการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ทำให้ธุรกิจด้านซีดีนั้นถูก Disruption อย่างหนัก รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้บริษัท EVS Entertainment ต้องประกาศปิดตัวลง และหันไปทำธุรกิจด้านเครื่องเขียนแทน

สื่อสิ่งพิมพ์เหมือนระเบิดเวลา? เมื่อสื่อเก่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับดิจิทัล

Ref: Techsauce

“ทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือแบบออนไลน์กัน?” ยิ่งเข้าเป็นในยุคที่ดิจิทัลอยู่กับเราทุกหนแห่ง แค่เราเช็คข่าวออนไลน์แทนการอ่านหนังสือพิมพ์, เรียนออนไลน์ก็เรียนบน Laptop โหลดไฟล์เรียนออนไลน์มาเขียน หรือชอบอ่านหนังสือ E-book แบบชิล ๆ ไม่ต้องพกหนังสือเป็นเล่ม ก็ถือว่าเราอ่านหนังสือในรูปแบบออนไลน์แล้ว 

ซึ่งจากงานวิจัยยังพบว่า พฤติกรรมของคนนั้นนิยมอ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นจากเดิมสูงถึง 54.9% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2562) และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่! ก็ยังมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ‘คนไทยยังนิยมอ่านหนังสือรูปแบบเล่มสูงถึง 88%!’  จากแต่ก่อนที่อ่านหนังสือในรูปแบบ 96.1% จึงสรุปได้ว่า อัตราการลดลงของการอ่านหนังสือเล่มนั้นมีไม่มากนัก 

แล้วทำไมสื่อด้านสิ่งพิมพ์เก่า ๆ ถึงหันมาทำสื่อด้านดิจิทัลล่ะ?

เนื่องจากพฤติกรรมการอ่านของคนไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และสภาพแวดล้อม อีกทั้งรสนิยม ความชอบในการอ่านของแต่ละคน บางคนอาจจะชอบอ่านแบบออนไลน์ ส่วนบางคนอาจจะชอบอ่านหนังสือแบบเล่ม จนกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภค 2 Segment ของตลาดคนรักการอ่านเลยก็ว่าได้ ทำให้หลายธุรกิจหันมาส่งตัวแทนลงแข่งในตลาดสื่อการอ่านดิจิทัล เช่น Feed (สื่อใหม่ของมติชน), NewsClear (สื่อใหม่ของโพสต์ทูเดย์), The Matter (สื่อใหม่ของบรรลือสาส์น), BrandThink (สื่อใหม่ของแบรนด์เอจ), The Momentum (สื่อใหม่ของอะเดย์) เป็นต้น

จากหน้าร้านสู่ออนไลน์ เมื่อการขายออนไลน์กำลังมาแรง

การช็อปปิ้ง ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดของใครหลาย ๆ คน เช่น การเดินห้างสรรพสินค้า, เดินเที่ยวตลาด หรือเทศกาลงานต่าง ๆ แต่ด้วยการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้เราต้องลดการออกมาเที่ยวข้างนอก หรือการเลี่ยงไปสถานที่แออัด รวมถึงเราเจอการล็อกดาวน์อยู่หลายครั้ง ทำให้หลายคนต้องหันมาซื้อของออนไลน์ แทนการไปซื้อสินค้าหน้าร้าน จนกลายเป็นพฤติกรรมการซื้อของรูปแบบใหม่ในยุค New Normal ที่คนเริ่มหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่าการซื้อหน้าร้าน เนื่องจากสะดวก ราคาประหยัด ฯลฯ มากกว่าการซื้อสินค้าที่ร้าน ทำให้หลายธุรกิจจึงเริ่มมีบริการซื้อขายสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจที่เคยเป็นผู้นำวงการใช่ว่าจะสามารถคงอยู่และยิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิมเสมอแต่ เพราะเมื่อถูกดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลง ก็สามารถถูกกลืนหายไปในตลาดได้เช่นกัน จนหลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนจะให้ผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า?  เราจะมาเล่าให้ฟังกันว่าตกลงแล้วมันดี หรือแย่กันแน่ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปศึกษาพร้อมกับเราได้เลย

การเกิด Disruption เป็นผลดี หรือทำให้แย่ลงกันแน่?

ถึงแม้เราจะได้เห็นว่า มีหลายธุรกิจถูกกระแสของดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนหายไปในตลาด จนทำให้เราเข้าใจว่าการเข้าสู่ยุค Digital Disruption นั้นจะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่  แต่การที่มี Digital เข้ามานั้นทำให้ไลฟ์สไตล์แบบเดิม ๆ ของเราเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเน้นความเร็ว เพื่อให้ทันเหตุการณ์ และเทคโนโลยียังช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้บางกลุ่มอาจปรับตัวได้ไม่ทัน รวมถึงบางธุรกิจที่ต้องล้มเลิกไป 

ซึ่งในยุคที่ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนคงต้องเตรียมปรับตัว และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะงั้นเราจะมาแนะนำทุกคนกันว่าเราควรจะปรับตัวเองอย่างไร ทั้งตัวเราเอง และธุรกิจต่าง ๆ  โดยแบ่งแนวทางได้ดังนี้

แนวทางการปรับตัวเมื่อเข้าสู่ยุค Disruption 

– วิเคราะห์ ติดตาม และคาดการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ 

ถึงแม้การประเมินสถานการณ์ในอนาคตอาจทำได้ยาก เพราะทุกวันนี้บางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนเกินความคาดหมายของเราไป รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่เราไม่เคยคาดคิดกัน จนส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ และวิถีชีวิตของเรา แต่เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาในปัจจุบัน เราอาจมองแนวโน้มตามเทรนด์โลกและการตลาดได้ เช่น การเข้ามาของ Metaverse, Cryptocurrency, ระบบ AI และ Automation, เทคโนโลยี ฯลฯ  ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรอีกบ้าง ก็สามารถเข้าไปตามอ่านต่อได้ที่ ส่อง Digital Transformation trends ที่ใช้ในมาร์เก็ตติ้งในปี 2022  

– เสริมทักษะบุคลากร และพัฒนาแผนธุรกิจ

เราคงเห็นได้ว่า บางธุรกิจนั้นเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการใช้แรงงาน ยิ่งมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดเข้ามา ยิ่งทำให้เราเห็นได้ว่า การใช้แรงงานของคนนั้นมีข้อจำกัดที่มากกว่า เพราะต้องลดการติดต่อ และการทำงานพบปะกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้บทบาทของการใช้เทคโนโลยี และหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนมากขึ้น แล้วมีสายงานไหนบ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ เราขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

   1. กลุ่มที่ใช้แรงงาน – กลุ่มนี้จะมีการใช้หุ่นยนต์ และเครื่องจักรเข้ามาทดแทนเป็นส่วนใหญ่ เช่น แรงงาน, กรรมกร เป็นต้น

   2. กลุ่มผู้พัฒนา และทำงานร่วมกับ AI – กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ และใช้ข้อมูล มักเป็นกลุ่มที่สร้าง AI และสามารถควบคุมพร้อมประยุกต์ใช้ AI ได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

   3. กลุ่มที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ – มักเป็นกลุ่มสายงานที่ใช้ทักษะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เช่น งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์, ครีเอทีฟ, งานศิลป์ต่าง ๆ  

ทำให้ตัวเราต้องสร้างเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เราสามารถทำได้มากกว่าการใช้ AI เช่น การเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ อย่าง ทักษะ Hard Skill และทักษะ Soft Skill ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น, ทักษะการโน้มน้าวและต่อรอง, การมีความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัวและการบริหารเวลา, การเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีต่าง  ๆ เป็นต้น เพื่อเราจะสามารถนำมาประยุกต์ทักษะการทำงานของเราร่วมกับการใช้ AI ได้ เหมือนที่ รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มองการทำงานของคนร่วมกับหุ่นยนต์ไว้ว่า 

ในอดีต เทคโนโลยีถูกเอามาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของคน แต่ปัจจุบันและในอนาคต คนจะถูกนำมาใช้ เพื่อสนับสนุนให้เทคโนโลยีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด มันจะกลับกัน” 

– มองหาบริการ และตลาดใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค 

แต่ก่อนเราคงได้ยินว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” บอกเลยว่าคำพูดนั้นตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุค Digital Disruption แล้วก็ยิ่งทำให้สินค้า และบริการแต่ละอย่างมีคู่แข่งจำนวนมาก อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีมาซัพพอร์ตการทำงานอีก ทำให้เราต้องมองลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการทำธุรกิจ (Customer Centric) ดังนั้นเราจึงควรมองหาบริการ หรือตลาดใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

การเกิดยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลง ทำให้หลายธุรกิจต้องวางแผน และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้สามารถคงอยู่ในตลาดต่อไปได้นั่นเอง

ถ้าอยากติดตามบทความดีๆ สามารถไปอ่านต่อได้ที่ link

Contact US

Line Official : https://lin.ee/Qtmh0wh

Instagram : https://bit.ly/3gQHTdm

E – mail : masterplanmedia.th@gmail.com

Tel : 090 – 950 – 5544

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก Peerpower. Simplilearn. Techsauce. Thammasat University. Whatphone

รับคำปรึกษาฟรี