วิเคราะห์แบรนด์ ฉบับ Master Ep.1 “สื่อสารอย่างเต่าบิน ทำยังไงให้คนรู้จัก ?”

วิเคราะห์แบรนด์ ฉบับ Master EP.1 สื่อสารอย่างเต่าบิน ทำยังไงให้คนรู้จัก ?

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

ใครอยู่ในตู้เต่าบิน ? ทำไมมีเมนูมากขนาดนี้ ? คำถามสุดไวรัลในช่วงหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลออนไลน์ หรือจะเป็น Challenge ในการตามหาตู้เต่าบินเพื่อชิมรสชาติก่อนใคร การเข้าแถวที่ยาวเหยียดเพื่อรอกิน ทั้งหมดนี้คือ การตลาดตู้เต่าบิน หรือกลยุทธ์ที่ตั้งใจวางมาหรือเปล่านะ อีกทั้งตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยตอนนี้ถือว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก และเติบโตอย่างไม่หยุดพัก ทำให้การแทรกตัวเข้าไปในตลาดนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ทำไมตู้เต่าบิน ถึงได้ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ วันนี้ Master จะพามาวิเคราะห์เพื่อให้ได้เข้าใจ การตลาดตู้เต่าบิน กันเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก  Facebook : TAO BIN เต่าบิน

จุดเริ่มต้นของเต่าบิน 

ก่อนที่เต่าจะเริ่มออกบินเชื่อว่าหลายคนตอนแรกอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อ ตู้เต่าบินมากนัก อาจจะฟังดูแปลกใหม่แต่จริง ๆ แล้วธุรกิจ Vending Machine ถือว่าผลิตมานานแล้วสำหรับบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทที่ผลิต ตู้บุญเติม ออกมานั้นเอง ก่อนที่จะมาเป็นตู้เต่าบิน เริ่มต้นมาจากการทำธุรกิจน้ำกระป๋องแต่กำไรไม่เป็นไปตามอย่างที่หวังไว้ จึงมองหาธุรกิจอื่น เริ่มจากเอาตู้กาแฟเข้ามาพัฒนา และพบว่ามีกำไรมากกว่าน้ำกระป๋อง เลยเกิดแนวคิดที่อยากจะทำตู้ที่สามารถผลิตเครื่องดื่มที่สดใหม่ได้ทุกแก้วขึ้นมาและการมีทุนเดิมจากบริษัทที่เคยผลิต เครื่อง Vending Machine ก็สามารถเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ได้ในตู้เต่าบิน ไม่ว่าจะเป็นระบบเรื่องการจ่ายเงิน ที่สามารถจะจ่ายเงินได้ในทุกรูปแบบการจ่ายเงิน และนำระบบ AI เกี่ยวกับ Vending Machine มาประยุกต์ใช้ จนเกิดมาเป็นตู้เต่าบินแบบที่ทุกคนได้ใช้บริการในปัจจุบัน

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.tao-bin.com 

วิเคราะห์กลยุทธ์ การตลาดตู้เต่าบิน สื่อสารยังไงให้เป็นที่รู้จัก

1. เริ่มต้นจาก Pain Point

การเริ่มต้นจาก Pain Point ทำให้ตู้เต่าบินประสบความสำเร็จมาถึงปัจจุบันและกำลังเติบโตไปอีกในอนาคต โดยก่อนที่จะมาเป็นตู้เต่าบิน ผู้บริหารของตู้เต่าบินเล็งเห็นว่า ตลาดเครื่องดื่มภายในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมาก และจะทำยังไงให้แตกต่างจากเดิม จึงเลือกนำ Innovation เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อพาไปให้ถึงจุด Unique Point ที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้ และเชื่อว่าหากสามารถหาช่องทางการขายในรูปแบบใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้ จะสามารถเปิดโอกาสให้กับแบรนด์ในการเติบโตเพิ่มขึ้น จึงนำตู้ Vending Machine เข้ามาพัฒนาใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ กลายเป็นตู้ที่ผลิตเครื่องดื่มสดใหม่ให้กับลูกค้า และกลายมาเป็นตู้เต่าบินในแบบปัจจุบัน

2. พัฒนา Pain Point ให้เป็น Unique Selling Point

การตลาดตู้เต่าบิน เริ่มต่อยอดจาก Pain Point เมื่อทราบแล้วว่าต้องเพิ่มช่องทางการขายใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าจึงพัฒนาตู้ Vending Machine ขึ้นมาใหม่ให้ตอบโจทย์กับ Pain Point โดยการพัฒนาให้กลายเป็น Unique Selling Point (จุดขายที่แตกต่างออกไป) ของตู้เต่าบิน 

2.1 Product ที่โดดเด่น เริ่มต้นด้วยตัว Product ของตู้เต่าบินที่มีดีไซน์ขนาดเล็กกะทัดรัด เพียง 1×1 ตารางเมตรแต่อัดแน่นไปด้วยเมนูที่มีมากกว่า 170 เมนู และการดีไซน์เรื่อง UX / UI การใช้งานเครื่องก็ออกมาตอบโจทย์ดูเรียบง่าย สบายตา ใช้จอ Touch Screen ขนาด 32 นิ้ว แบ่งสัดส่วนหน้าจอเหมาะสมกับการใช้งาน มีการเลือกใช้ภาพและวิดีโอกราฟฟิกที่เข้าใจง่าย อีกทั้งเป็นการชงสดหมดใหม่ในทุกแก้ว ไม่ว่าจะเป็น ร้อน เย็น ปั่น ก็สามารถทำได้หมดในตู้นี้

2.2 รสชาติที่อร่อย แม้ว่าจะเป็นเครื่อง Vending Machine ที่ทำเมนูได้ 170 เมนู หลายคนอาจจะไม่ได้คาดหวังเรื่องรสชาติมากนัก แค่คิดว่าสามารถกินแก้ขัดได้สะดวกสบายประหยัดเวลา แต่จริงๆแล้วไม่เลย เมนูของตู้เต่าบินในทุกเมนูนั้น ล้วนแล้วแต่คัดสรรมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการทดลองมาแล้วหลายครั้ง และมีบาริสต้าระดับประเทศมาร่วมในการพัฒนารสชาติ การันตีได้เลยว่ารสชาติของแต่ละแก้วที่ออกมาจะอร่อยเหาะเป็นเต่าบินแน่นอน แถมยังมีราคาที่ไม่แพงอีกด้วยนะ ราคาเริ่มต้นที่ 15-120 บาท

2.3 เทคโนโลยีที่อันแน่นมาในตู้ เรียกว่าเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของตู้เต่าบินเลยก็ได้ ที่อัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ภายในตู้ ใช้เวลาการทดลองและการผลิตมากถึง 1-2 ปี โดยตู้ของเต่าบินเป็นฝีมือของคนไทย 100% ภายในตู้มีสิทธิบัตรมากถึง 35 ใบและล่าสุดได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัล เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ในงาน Product Innovation Awards 2022 อีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook : TAO BIN เต่าบิน

3. เลือกทำเลให้เหมาะสม ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การเลือกที่ตั้งของตู้เต่าบิน ถือว่าเป็นอีกกลยุทธ์ที่สำคัญที่ทำให้เราหลายคนรู้จักมากขึ้น โดยมีแนวคิดในการเลือกจุดติดตั้ง จะเลือกจากสถานที่ที่ค่อนข้างมีคนพลุกพล่านตลอดวัน สามารถบริการผู้บริโภคได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และการที่นำตู้ไปติดตั้งตามสถานที่ดังกล่าว ก็เหมือนเป็นการโปรโมทตู้เต่าบินไปในตัวอีกด้วย โดยสถานที่ที่เป็นที่นิยมในการติดตั้งตู้ ได้แก่ คอนโดมิเนียม , โรงงาน , ศูนย์การค้า , โรงพยาบาล และรับขนส่งมวลชนต่าง ๆ เป็นต้น และในปัจจุบันมีตู้เต่าบินที่ติดตั้งไปแล้วมากกว่า 800 ตู้ ทั่วกรุงเทพฯ

4. เจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยการเป็นทุกวันของทุกคน

การเป็นทุกวันของทุกคน คือสิ่งเต่าบินตั้งใจและคาดหวังไว้ การที่มีเมนูมากถึง 170 กว่าเมนูแถมในอนาคตยังอาจจะมีมากกว่าเครื่องดื่มภายในตู้อีกด้วย ซึ่งตอนนี้ก็มีออกมาให้ทดลองกันแล้วนั้นคือโจ๊ก นั้นเอง การเป็นทุกวันของทุกคนของเต่าบิน คือต้องการเป็นส่วนหนึ่งในทุก ๆ วันของแต่ละคน เช่น เราไปทำงานตอนเช้าก็สามารถกดกาแฟร้อนดื่มได้ในช่วงเช้า และกลางวันหรือช่วงบ่าย อาจจะเป็นเครื่องดื่มที่เป็นพวกโซดาเพื่อดับกระหาย และตอนเย็นก็ยังสามารถทานโปรตีนเชค เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโปรตีนที่ช่วยทำให้อยู่ท้องอีกด้วย ซึ่งถ้าในอนาคตตู้เต่าบินสามารถผลิตได้มากกว่าเครื่องดื่ม บอกเลยว่าอาจจะได้เป็นทุกวันของทุกคนอย่างแท้จริง อย่างแน่นอน

ขอบคุณรูปภาพจาก www.forth.co.th 

5.คุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ

แน่นอนว่าคุณภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่ในการที่จะทำให้ลูกค้าใช้บริการแบรนด์ของเราอย่างต่อเนื่อง ตู้เต่าบินเองก็ถือว่ายึดตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ระบบภายในตู้เต่าบินจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชั่ง ตวง วัด เพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานในทุก ๆ แก้วก่อนส่งมอบให้ลูกค้า และน้ำ-น้ำแข็งที่ใช้ในการทำเครื่องดื่ม จะใช้น้ำ RO ( REVERSE OSMOSIS WATER ) ในการทำเครื่องดื่มทุกแก้ว โดยน้ำดื่ม RO เป็นน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุและเป็นน้ำที่ปราศจากสารปนเปื้อนที่เป็นพิษแก่ร่างกายได้มากถึง 95% สามารถมั่นใจได้ในความสะอาด เพราะจะมีระบบทำความสะอาดหัวชงก่อนที่จะชงแก้วถัดไป โดยการใช้น้ำร้อนแรงดันสูงในการล้างหัวชง และวัตถุดิบก็คัดสรรแต่สิ่งที่มีคุณภาพไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น นมข้นหวานครีมเทียม หรือน้ำมันปาล์มที่มีสารทำให้ไขมันไปพอกที่ตับ ทางตู้เต่าบินก็เลี่ยงตรงนี้ออกไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เพราะเชื่อว่า การที่คนจะมากินทุกวันจะต้องไม่ทำร้ายต่อสุขภาพผู้บริโภค

ขอบคุณรูปภาพจาก www.forth.co.th 

Key Success ของเต่าบินคืออะไร

  1. Price Performance สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับต้องคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้จ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นรสชาติที่อร่อยเกินความคาดหวัง ราคาที่ไม่แพงเหมาะสมกับปริมาณ และการบริการที่สะดวกสบายใช้งานง่าย เป็นต้น
  2. Consistency ความสม่ำเสมอ กลับมาใช้บริการครั้งไหนก็จะเหมือนเดิม ทั้งรสชาติ คุณภาพ การบริการ เป็นต้น
  3. Operation Cost ตู้เต่าบิน 10,000 บาท เพื่อให้ได้ยอดขาย 60,000 บาท โดยตู้เต่าบินจะมีข้อได้เปรียบอยู่คือ สามารถได้เปรียบทั้งคุณภาพที่ส่งมอบให้กับลูกค้า ข้อได้เปรียบที่แตกต่างแบรนด์อื่น ๆ  ข้อได้เปรียบทางด้านราคา ทำให้ตู้เต่าบินมีโอกาสที่จะเติบโตไปได้อีกไกล

สิ่งสำคัญคือการเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน

สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ตู้เต่าบินมาไกลจนถึงปัจจุบันนั้น นอกเหนือจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ได้วางเอาไว้ การเอาใจในทุกขั้นตอนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตู้เต่าบิน เข้าไปอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองในตอนแรก ที่ใช้เวลาในการพัฒนาลองผิดลองถูกมากกว่า 1-2 ปี ก่อนที่จะปล่อยตู้แรกออกมาให้พนักงานภายในทดลองกันเองก่อน แล้วหากมี Feedback อะไรก็จะรีบแก้ไขปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสชาติ หรือว่าระบบการให้บริการ และเมื่อตู้เต่าบินได้ออกไปตั้งตามจุดต่าง ๆ ในช่วงแรกที่ติดตั้งตู้บางจุดเพื่อทดสอบระบบและเครื่องดื่ม ก็มีการวาง QR Code เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้าที่ใช้งานจริง และยังมีการทำ Social Monitoring ตามช่องทางสื่อต่าง ๆ เพื่อคอยสังเกตดูว่าผู้บริโภคมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเครื่องดื่มและบริการ หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมีคำตำหนิในโลกโซเชียลมีเดีย ก็จะมี Official Account รีบเข้าไปขอโทษและสอบถามถึงปัญหาทันที และเก็บนำข้อมูลนั้นมาเพื่อแก้ไขพัฒนาไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก อีกทั้งยังมีคอลเซ็นเตอร์ที่คอยบริการอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย จะเห็นได้ว่าตู้เต่าบินใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ตู้เต่าบินสามารถเข้าไปในใจของผู้บริโภคทุกคนได้

ขอบคุณรูปภาพจาก www.forth.co.th 

ทิศทางการเติบโตหลังจากนี้ 

ถือว่า การตลาดตู้เต่าบิน ภายในประเทศตอนนี้กำลังที่จะเติบโตไปเรื่อย ๆ กำลังเร่งในการจัดวางตู้ตามจุดต่าง ๆ ให้ได้ทำตามเป้าหมาย ซึ่งตอนนี้กระจายตู้เต่าบินไปมากกว่า 1500 ตู้แล้วในทั่วกรุงเทพฯ และเป้าหมายภายในปี 3-5 ปี ต้องการติดตั้งให้ได้ 20,000 ตู้ทั่วประเทศไทย 

โดยปัจจุบันกำลังการผลิตของตู้เต่าบินอยู่ที่ 10 -12 ตู้ต่อวัน ในอนาคตอันใกล้มีความตั้งใจที่จะเปิดในต่างประเทศด้วยแต่อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ เนื่องจากภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ความชอบบางสิ่งก็ไม่เหมือนกับในประเทศ จึงต้องใช้เวลาในการศึกษาและพัฒนาให้ออกมาดีที่สุดก่อนที่จะเริ่มจัดวาง ในตู้เต่าบินสามารถผลิตเครื่องดื่มได้สูงสุด 377 แก้วต่อวัน ราคาเริ่มต้น 15 -120 บาท สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงราคาแพง  ยอดขายเฉลี่ยต่อวันของตู้เต่าบินจะตกอยู่ที่ประมาณ 30 -50 แก้วต่อตู้ต่อวัน ทำให้มีรายได้ตกอยู่ที่ 2.5 ล้านต่อวัน และหากตู้เต่าบินสามารถขยายตู้ได้มากตามที่ต้องการ คาดว่าจะมีรายได้ 18 – 30ล้านต่อวัน และรายได้ต่อปีจะมีมากถึง 6,000 – 1 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ขอบคุณรูปภาพจาก www.forth.co.th 

บทสรุป ส่งท้าย

จากกรณีศึกษา การตลาดตู้เต่าบิน จะเห็นได้ว่าการใส่ใจและการวางกลยุทธ์ที่ดี จะช่วยส่งเสริมให้แบรนด์หรือธุรกิจมีพื้นที่ทางตลาดเพิ่มขึ้น จนเป็นที่ประทับใจของผู้บริโภค และสามารถนำกรณีศึกษาเกี่ยวกับ การตลาดตู้เต่าบิน ไปปรับใช้กับแบรนด์ของเราได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นตัวอย่างอย่างดี ทั้งการวางกลยุทธ์ที่เริ่มจากปัญหาหลักของลูกค้าเอง เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์ การสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่าง กล้าที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้ทำ สามารถเอาตัวเองลงไปอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันที่สูงได้ และสิ่งสำคัญคือการสร้างความประทับใจ ประสบการณ์ในการใช้บริการที่แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค แถมรสชาติยังเกินที่คาดหวังไว้ จึงทำให้ตู้เต่าบินสามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้อย่างไม่ยากนัก

ถ้าอยากติดตามบทความดีๆ สามารถไปอ่านต่อได้ที่ link

Contact US

Line Official : https://lin.ee/Qtmh0wh

Instagram : https://bit.ly/3gQHTdm

E – mail : masterplanmedia.th@gmail.com

Tel : 090 – 950 – 5544

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : brandbuffet , everydaymarketing , marketthink , thematter  

รับคำปรึกษาฟรี